ข่าว

เทศกาลภาพยนตร์เวนิส 2026 ภาพยนตร์เด่นที่สะท้อนบาดแผลแห่งยุคสมัย

เจาะลึกไฮไลต์ผลงานจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสครั้งที่ 83 ที่ส่องสะท้อนอำนาจสื่อ ความรุนแรงโดยรัฐ และความลักลั่นทางชนชั้น

Lalitphat Bumrungkarn
เขียนโดย
Lalitphat Bumrungkarn
Staff writer, Time Out Thailand
 Time Out Thailand
Photograph: Time Out Thailand | Venice Film 2026
การโฆษณา

เทศกาลภาพยนตร์เวนิสครั้งที่ 83 ประจำปี 2026 ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเวทีประชันความงดงามทางศิลปะหรือการเดินพรมแดงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ แต่มันได้กลายเป็น ‘สมรภูมิความคิด’ ที่ผลักดันให้ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันอักเสบของโลก ทั้งในมิติการเมือง การล่มสลายทางจริยธรรมของสื่อ และความลักลั่นทางชนชั้น ผลงานโดดเด่นประจำปีนี้ส่งสัญญาณที่แหลมคมว่า ภาพยนตร์ชั้นยอดไม่อาจเป็นเพียงเครื่องมือหลบเลี่ยงความจริง หากแต่ต้องเป็นกระจกเงาที่ส่องสะท้อนสภาวะตกต่ำของมนุษยชาติอย่างตรงไปตรงมา

The Burning Giants
Photograph: The Burning GiantsVenice Film 2026

เสียงจากชายขอบและความภูมิใจของไทย เมื่อ ‘ยักษ์ไหม้’ ท้าทายประวัติศาสตร์ของผู้ชนะ

ท่ามกลางผลงานระดับโลกที่มุ่งสำรวจบาดแผลของยุคสมัย ภาพยนตร์ไทยเรื่อง ยักษ์ไหม้ (The Burning Giants) ของผู้กำกับ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ได้สร้างความภูมิใจด้วยการได้รับเลือกให้จัดฉายรอบปฐมทัศน์โลก (World Premiere) ในสายประกวด Orizzonti ประจำปีนี้

ยักษ์ไหม้ สอดรับกับธีมใหญ่ของเวนิสในการเผชิญหน้ากับอดีต โดยตั้งคำถามต่อเรื่องเล่าทางอำนาจและวรรณคดีที่มักถูกมองผ่านมุมมองของ ‘ผู้ชนะ’ ภาพยนตร์พาเราไปสำรวจบาดแผลของความทรงจำ การพลัดถิ่น และการประกอบสร้างตัวตนของผู้คนชายขอบที่ถูกทำให้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างคนภูเขา เจ้าหน้าที่รัฐ และ ‘ยักษ์’ ผู้บาดเจ็บ

ตัวหนังขับเคลื่อนด้วยทีมนักแสดงนำอย่าง อวัช รัตนปิณฑะ, ภัคพล ศรีรองเมือง, เววิรี อิทธิอนันต์กุล และ ธณัฐวุฒิ รอดภัย พร้อมด้วยงานภาพที่สะกดสายตาจาก Emo Weemhoff และการลำดับภาพโดย Daniel Hui ผลงานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของวงการหนังไทยบนเวทีนานาชาติ แต่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อนความหวังอันริบหรี่ในการเยียวยาบาดแผลของผู้ที่ถูกสังคมหลงลืม

Primetime
Photograph: PrimetimeVenice Film 2026

ความตกต่ำทางจริยธรรมของสื่อ จากการกำเนิดแท็บลอยด์สู่สัตว์ประหลาดเรียลลิตี้

ประเด็นที่ถูกสปอร์ตไลท์ส่องถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ คือการชำแหละ ‘อำนาจสื่อ’ ที่ยอมแลกมโนธรรมเพื่อแลกกับตัวเลขเรตติ้งและผลกำไร Danny Boyle นำพาผู้ชมย้อนกลับไปในปี 1969 ผ่าน Ink เพื่อดูจุดเริ่มต้นของการล่มสลายทางจริยธรรม เมื่อ Rupert Murdoch (นำแสดงโดย Guy Pearce) เข้าซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ The Sun และเปลี่ยนให้เป็นสื่อแท็บลอยด์ที่ขายข่าวฉาว การพังทลายของเส้นแบ่งระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและความบันเทิงของมวลชนในวันนั้น ได้ส่งไม้ต่อมายัง Primetime ผลงานของ Lance Oppenheim อย่างน่าพรั่นพรึง

ใน Primetime การแสดงอันฉูดฉาดและทรงพลังของ Robert Pattinson ในบทบาท Chris Hansen พิธีกรรายการ To Catch a Predator ยุค 2000s ได้แฉให้เห็นถึงสภาวะอันบิดเบี้ยวของวงการโทรทัศน์ยุคแรกเริ่ม ที่ใช้ความกระหายเลือดและความบ้าคลั่งของผู้ชมมาแปลงเป็นตัวเลขเรตติ้ง ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องชี้ให้เห็นโครงสร้างเดียวกันว่า เมื่อความบันเทิงถูกทำให้เป็นสินค้าจนไร้การควบคุม คุณค่าความเป็นมนุษย์จะถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงผลกำไรในบรรทัดสุดท้าย

Wild Horse Nine
Photograph: Wild Horse NineVenice Film 2026

จักรวรรดินิยม ความรุนแรงโดยรัฐ และความตื่นรู้ของประชาชน

บนเวทีการเมืองโลก เทศกาลเวนิสปีนี้ไม่ละเว้นการวิพากษ์อำนาจรัฐอย่างถอนรากถอนโคน Wild Horse Nine ของ Martin McDonagh ใช้ฉากหลังอันลึกลับของเกาะอีสเตอร์และเสียงหัวเราะแบบตลกเสียวไส้ (Black Comedy) นำเสนอภารกิจของเจ้าหน้าที่ CIA สองนาย (นำแสดงโดย John Malkovich และ Sam Rockwell) ก่อนเหตุการณ์รัฐประหารในชิลี ปี 1973 ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายภาพการแทรกแซงทางจักรวรรดินิยมของสหรัฐฯ และตลกร้ายของเผด็จการได้อย่างเจ็บแสบ

ในขณะเดียวกัน สารคดีขนาดสั้นเรื่อง They’re Here โดย Laura Poitras และ Rachel Lauren Mueller ได้ถ่ายทอดความจดจ่อระดับบีบหัวใจ ความยาวเพียง 22 นาทีแต่สามารถบันทึกภาพการกวาดต้อนกุมขังผู้อพยพของเจ้าหน้าที่ ICE ในมินนิเอโพลิสได้อย่างทรงพลัง มันไม่ใช่แค่การบันทึกภาพความกลัว แต่คือการบันทึกภาพพลังของประชาชนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาปกป้องคนในชุมชน

และที่สร้างความสะเทือนขวัญที่สุดในสายประกวดคือ NAZA สารคดีที่สัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่การข่าวอิสราเอล 24 คนเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศในกาซา ภาพการให้สัมภาษณ์บนดาดฟ้ายามค่ำคืนด้วยเสียงและใบหน้าที่ถูกปรับแต่งด้วยดิจิทัล ผสานกับความเยือกเย็นของผู้พูดที่ไม่แสดงออกถึงความรู้สึกผิด คือหลักฐานทางภาพยนตร์ที่เงียบสงบแต่สั่นสะเทือนจิตสำนึกของโลกอย่างรุนแรง

Woman Unknown
Photograph: Woman UnknownVenice Film 2026

ความตึงเครียดทางชนชั้น และบาดแผลในเรือนร่างของสตรี

ในมิติของชีวิตปัจเจก ภาพยนตร์หลายเรื่องเลือกที่จะเจาะลึกไปที่บาดแผลทางจิตใจและความสัมพันธ์ทางชนชั้น Lee Chang-dong บรมครูชาวเกาหลีใต้กลับมาพร้อม Possible Love ภาพยนตร์ที่ค่อยๆ เลาะความซับซ้อนของตัณหา ความริษยา และผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในระบบทุนนิยม ผ่านการประชันบทบาทของ Jeon Do-yeon และ Cho Yeo-jeong การปะทะกันของชีวิตที่พังทลายกับความเลิศหรูของคนชั้นสูงกลายเป็นการสำรวจสภาวะจิตใจของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง

ฝั่ง Woman Unknown ของผู้กำกับหญิง May El-Toukhy ใช้เดนมาร์กยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง เล่าเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นแรงงาน (Mathilde Arcel) ที่พยายามยกระดับชีวิตผ่านการแต่งงานกับเศรษฐีพุ่มพ่วง แต่ต้องถูกอดีตตามล่า ภาพการลงโทษ ‘ผู้ร่วมมือกับนาซี’ อย่างโหดร้ายบนท้องถนน สะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายของสตรีมักถูกใช้เป็นสมรภูมิรองรับความแค้นและความขัดแย้งทางสังคมอยู่เสมอ

เมื่อบวกกับสารคดีมหากาพย์ความยาว 4 ชั่วโมงอย่าง Musk โดย Alex Gibney ที่รวบรวมภาพการก้าวขึ้นสู่อำนาจของมหาเศรษฐีเทคโนโลยี เทศกาลภาพยนตร์เวนิส 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองความเป็นเลิศทางภาพยนตร์ แต่เป็นการรวบรวมประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันว่ามนุษย์ยังคงต้องต่อสู้กับกิเลส อำนาจ และบาดแผลเดิมๆ ที่ไม่เคยลบล้างหายไป

ในบรรดาประเด็นทั้งหมดที่เทศกาลปีนี้หยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการตกต่ำของสื่อ รอยแผลจากสงคราม หรือการต่อสู้ทางชนชั้น

บทความล่าสุด
    การโฆษณา