ข่าว

รีวิว Oasis: Don't Look Back in Anger เมื่อบทเพลงพาเราย้อนกลับไปหาความทรงจำ

จดหมายรักถึงสองพี่น้องกัลลาเกอร์ กาลเวลาที่ขัดเกลา และหัวใจสำคัญของคำว่าให้อภัย

Yokploy Chandrabha
เขียนโดย
Yokploy Chandrabha
Staff writer, Time Out Thailand
Simon Emmett
Photograph: Simon Emmett | Oasis Don't Look Back in Anger Review
การโฆษณา

หากภาพยนตร์สารคดี Supersonic (2016) เมื่อสิบปีก่อนเคยทำหน้าที่เป็นเครื่องบันทึกความดิบ ความทะเยอทะยาน และความเกรี้ยวกราดของสองพี่น้องกัลลาเกอร์ในวัยหนุ่ม ผลงานสารคดีเรื่องใหม่อย่าง Oasis: Don't Look Back in Anger ก็เปรียบเสมือนบทสรุปหรือฉากจบอันสมบูรณ์แบบ ที่หลายคนเคยคิดว่าคงไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในชีวิตนี้

นี่คือการบันทึกประวัติศาสตร์การกลับมารวมตัวและออกทัวร์คอนเสิร์ต Live ‘25 ของสองพี่น้องแห่งวง Oasis ที่กลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่คนทั้งโลกจับตามอง ตัวหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่การเผยฟุตเทจการซ้อมหรือเบื้องหลังการทำงานหลังเวที แต่มันพาเราเดินทางตระเวนทัวร์ไปรอบโลก พร้อมกับดึงดูดเราให้จมลึกเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนั้นจริงๆ ราวกับเราได้เข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางความอัดแน่นของมวลมหาชนในเมกาสเตเดียม ได้สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าตอนที่แฟนเพลงนับหมื่นพร้อมใจกันกระโดด และส่งเสียงร้องเพลงเดียวกันออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

Oasis
Photograph: OasisDon't Look Back in Anger: Review

แทนที่จะมุ่งตั้งคำถามเพื่อหาเหตุผลว่าสองพี่น้องกลับมาคืนดีกันได้อย่างไร สารคดีกลับพาเราเดินทางกลับไปหาคำตอบที่ลึกซึ้งกว่านั้นว่า เหตุใด Oasis จึงยังคงเป็นวงดนตรีที่อยู่เหนือกาลเวลา แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 30 ปี และไร้ซึ่งผลงานเพลงใหม่มาเกือบสองทศวรรษ

Oasis
Photograph: OasisDon't Look Back in Anger: Review

สิ่งที่เราได้เห็นผ่านสายตาในหนังคือภาพของผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่แฟนเพลงยุค 90 ที่เติบโตมาพร้อมกับวง ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันยุครุ่งเรืองที่สุดด้วยซ้ำ ภาพผู้คนต่างวัยยืนกอดคอกัน น้ำตาไหล กระโดดทำท่า Poznań กันทั้งสนาม  และตะโดนร้องเพลงอย่างสุดเสียง ทำให้เราตระหนักได้ว่า บทเพลงของ Oasis ไม่ใช่แค่เสียงดนตรีอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูก และเป็นพื้นที่อันอบอุ่นที่ทำให้คนแปลกหน้ารู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้ชั่วขณะ

เสน่ห์ที่งดงามของหนังเรื่องนี้ คือการพาเราไปสัมผัสบรรยากาศความผูกพันที่แฟนเพลงทั่วโลกมีต่อวง โดยเฉพาะในพาร์ทบทสัมภาษณ์แฟนเพลงจากประเทศเกาหลีใต้ ที่เอ่ยประโยคอันน่าประทับใจที่ตัวผู้เขียนจำได้ขึ้นใจเอาไว้ว่า

“ตอนที่เราล้มลง เพลงอื่นอาจจะบอกเราว่าลุกขึ้นสิ
แต่เพลงของ Oasis จะลงมานั่งข้างๆ เรา แล้วค่อยๆ ก้าวไปด้วยกัน”

มันจึงไม่แปลกเลยที่หลายคนจะรัก Oasis มากกว่าการรักวงดนตรีวงหนึ่ง เพราะบทเพลงของพวกเขาอาจเคยอยู่ตรงนั้นในวันที่เจ้าของเพลงไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังช่วยใครบางคนเอาไว้บ้าง

Disney
Photograph: DisneyOasis Don't Look Back in Anger Review

ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งโนลและเลียมปรากฏตัวในภาพของชายวัยกลางคน ที่ดูเหมือนว่าผ่านอะไรมามากพอที่จะไม่ต้องเอาชนะกันไปซะทุกเรื่องอีกต่อไป พวกเขายังคงหยอกล้อ ยียวนกวนประสาท และสบถคำหยาบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ค่อยๆ จางหายไปคือความเกรี้ยวกราด เหลือทิ้งไว้เพียงสายใยความสัมพันธ์ที่ถูกเวลาขัดเกลาจนสงบลง ในตอนแรกหนังเล่าผ่านการสัมภาษณ์แยกกล้อง ก่อนจะขยับมาเป็นการนั่งพูดคุยในเฟรมเดียวกัน

Disney
Photograph: DisneyOasis Don't Look Back in Anger Review

ตัวสารคดีได้ร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างกลมกล่อมและอิ่มเอมใจ ผ่านบทเพลงคลาสสิกที่แฟนเพลงเติบโตมาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Stop Crying Your Heart Out, Slide Away, Wonderwall, Live Forever, Champagne Supernova หรือ Supersonic ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดจบสำคัญที่ Don’t Look Back in Anger 

การร้อยเรียงเพลงกับเหตุการณ์ในชีวิตของแฟนเพลงและเรื่องราวของสองพี่น้อง ทำให้หนังมีจังหวะคล้ายกับการเปิดกล่องความทรงจำทีละใบ เพลงหนึ่งพาเราไปยังช่วงเวลาหนึ่ง อีกเพลงพากลับไปยังผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเรื่องราวค่อยๆ เดินทางมาถึงเพลงสุดท้าย ทุกอย่างก็เหมือนถูกวางลงไว้อย่างพอดี

หากใครคาดหวังว่าจะได้เห็นเบื้องหลังความขัดแย้ง หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ให้สิ่งนั้น เพราะ Don’t Look Back in Anger แทบจะไม่เปิดประตูเข้าไปสำรวจบาดแผลที่ทำให้ Oasis แตกออกจากกัน แต่เลือกที่จะเก็บภาพรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา และความตื้นตัน เอาไว้แทน แต่ถึงอย่างนั้นในช่วงท้ายเรื่อง โนลกลับเอ่ยประโยคเรียบง่ายที่ทรงพลังออกมาว่า

“ทั้งหมดได้รับการอภัยแล้ว โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ” 

มันอาจเป็นสิ่งที่หนังตั้งใจจะบอกเราตั้งแต่ต้น และนั่นเองก็ทำให้ชื่อของหนังอย่าง Don’t Look Back in Anger มีความหมายมากกว่าแค่ชื่อเพลง เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราได้เห็นผู้คนที่กำลังเดินทางกลับไปหาความทรงจำ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในอดีตอีกครั้ง เพราะบางทีการให้อภัยอาจไม่ได้หมายถึงการลืมว่าเคยเกิดอะไรขึ้น แต่คือการยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และเลือกที่จะไม่ให้ความโกรธจากอดีตเป็นสิ่งกำหนดชีวิตของเราอีกต่อไป

Oasis
Photograph: OasisOasis Don't Look Back in Anger Review

Oasis: Don’t Look Back in Anger จึงอาจไม่ใช่สารคดีที่จะมอบคำตอบทุกอย่างเกี่ยวกับการกลับมาของ Oasis แต่หากมองมันในฐานะจดหมายรักถึงวงดนตรีและแฟนเพลง ตัวหนังกลับทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม

เพราะสิ่งที่ทำให้ Oasis กลับมาไม่ได้มีเพียงโนลกับเลียมเท่านั้น แต่คือผู้คนที่ยังคงเปิดเพลงของพวกเขาในวันที่คิดถึงใครบางคน ผู้คนที่ยังร้อง Wonderwall กับเพื่อน ผู้คนที่เคยผ่านคืนที่แย่มากๆ พร้อมกับ Stop Crying Your Heart Out และคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งค้นพบว่าเพลงที่พ่อหรือแม่เคยเปิดในรถนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นเพลงของพวกเขาเช่นเดียวกัน

แม้ตัวภาพยนตร์จะมีโอกาสเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เพียงแค่เวลาสั้นๆ 3 วัน แต่เราเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้สร้างความทรงจำอันทรงคุณค่า และทำให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า เหตุใดการให้อภัยจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และทำไมวงดนตรีวงนี้ถึงได้ครองหัวใจของผู้คนไปตลอดกาล

⭐⭐⭐⭐⭐

นักแสดงและทีมงาน

ผู้กำกับ:          Will Lovelac / Dylan Southern

คนเขียนบท:     Steven Knight

นักแสดง:        Liam Gallagher / Noel Gallagher

                   

บทความล่าสุด
    การโฆษณา