ข่าว

ย้อนดู ‘เฉิ่ม’ จดหมายเหตุยามราตรี สู่มรดกภาพยนตร์แห่งชาติประจำปี 2569

ทบทวนความเหงา และชะตากรรมของคนตัวเล็กในเมืองใหญ่ ผ่าน ‘เฉิ่ม’ มรดกภาพยนตร์ของชาติประจำปี 2569

Yokploy Chandrabha
เขียนโดย
Yokploy Chandrabha
Staff writer, Time Out Thailand
Sahamongkolfilm
Photograph: Sahamongkolfilm | Midnight My Love
การโฆษณา

ถ้าพูดถึงภาพกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนในหนังไทยยุค 2540 ‘เฉิ่ม’ (2548) อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้หลายคนมองเห็นเมืองนี้ในมุมที่ทั้งคุ้นเคย และเปล่าเปลี่ยวอย่างประหลาด ตั้งแต่แสงไฟนีออนริมถนน รถแท็กซี่ที่วิ่งไปเรื่อยๆ บนถนน ไปจนถึงบทเพลงสุนทราภรณ์ที่ถูกเปิดจากวิทยุ ความอบอุ่นในร้านเกาเหลาต้มเลือดหมูริมทาง และแมคโดนัลด์หน้าเมเจอร์รัชโยธิน สถานที่ธรรมดาที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นภาพจำของกรุงเทพฯ ในอีกยุคหนึ่ง

หนังของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี เล่าเรื่องของ สมบัตร (หม่ำ จ๊กมก) คนขับแท็กซี่จากต่างจังหวัดที่เข้ามาหาเลี้ยงชีพในกรุงเทพฯ ก่อนจะได้พบกับ นวล (นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี) หญิงสาวที่ทำงานเป็นหมอนวด แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเหงาของเมืองใหญ่ และชีวิตของคนสองคนที่ต่างกำลังพยายามประคองตัวเองให้ผ่านแต่ละวันไปให้ได้

Sahamongkolfilm
Photograph: SahamongkolfilmMidnight My Love

มากกว่าจะเป็นหนังรักธรรมดา ‘เฉิ่ม’ ยังเป็นเหมือนเครื่องบันทึกภาพของกรุงเทพฯ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองช่วงกลางทศวรรษ 2540 ผ่านสายตาของคนตัวเล็กๆ ที่อาจไม่ได้มีพื้นที่มากนักในเรื่องเล่ากระแสหลัก

ปีนี้ สมบัตรกับนวลได้วนกลับมาเจอกันอีกครั้ง หลัง หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘เฉิ่ม’ เป็นหนึ่งใน มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนครั้งที่ 16 เนื่องในวันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย ณ โรงภาพยนตร์ศาลาศีนิมา หอภาพยนตร์ โดยหนังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทั้งหมด 12 เรื่องที่ได้รับการคัดเลือกในปีนี้

Sahamongkolfilm
Photograph: SahamongkolfilmMidnight My Love

สิ่งที่ทำให้ ‘เฉิ่ม’ ยังคงถูกพูดถึงแม้ผ่านมากว่าสองทศวรรษ อาจไม่ใช่แค่เรื่องราวความรักของชายหญิงสองคน แต่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่หนังได้ฉายภาพชีวิตคนทำงานในกรุงเทพฯ

สมบัตรเป็นแรงงานจากต่างจังหวัดที่เข้ามาปักหลักในเมืองหลวงด้วยอาชีพคนขับแท็กซี่ งานที่ต้องแลกเวลาของตัวเองกับรายได้แบบวันต่อวัน ต้องทำงานยาวนาน รายได้ไม่สม่ำเสมอ และต้องพบเจอผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบในแต่ละคืน

กรุงเทพฯ ใน ‘เฉิ่ม’ จึงไม่ได้มีแค่ตึกสูง แสงไฟ หรือถนนที่เต็มไปด้วยรถ แต่ยังเป็นเมืองที่คนจำนวนมากเดินทางเข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาส พร้อมกับความหวังว่าจะสร้างชีวิตที่ดีขึ้น แม้ความจริงจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ตัวหนังค่อยๆ เปิดให้เห็นความเปราะบางของแรงงานนอกระบบ โดยไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ เพียงแต่พาเราไปนั่งอยู่เบาะหลังแท็กซี่กับสมบัตร แล้วปล่อยให้เรื่องราวของผู้คนที่เขาพบเจอในแต่ละคืนเป็นคนเล่าเรื่อราวเหล่านั้นแทน

Sahamongkolfilm
Photograph: SahamongkolfilmMidnight My Love

อีกหนึ่งมิติที่ทำให้ ‘เฉิ่ม’ ยังคงร่วมสมัย คือวิธีที่หนังมองตัวละครนวล หญิงสาวที่ทำงานเป็นหมอนวดและอยู่ในพื้นที่ของแรงงานบริการทางเพศ แทนที่จะเล่าเธอผ่านภาพจำหรือการตัดสิน นวลกลับถูกวางให้เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังพยายามหาเงินและประคองชีวิตไปตามเงื่อนไขที่ตัวเองมี เธอไม่ได้ถูกทำให้เป็นเพียงอาชีพแต่มีทั้งความรู้สึก ความต้องการ และความหวังเป็นของตัวเอง

เมื่อวางนวลไว้ข้างๆ สมบัตร ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนสองคนที่ต่างพยายามหาที่ทางของตัวเองในเมืองใหญ่ และความรักที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้ถูกทำให้สวยงามเกินจริง แต่เต็มไปด้วยความเหงา และความเจ็บปวดแบบเดียวกับในชีวิตจริง

Sahamongkolfilm
Photograph: SahamongkolfilmMidnight My Love

จากหนังรัก สู่บันทึกกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน

หนึ่งในเหตุผลที่หอภาพยนตร์เลือก เฉิ่ม ให้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ คือผลงานของคงเดชมีจุดเด่นในการบันทึกสภาพสังคมและการเมืองไทยเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอยู่เสมอ สำหรับ ‘เฉิ่ม’ กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่แทบจะเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง เมืองที่สมบัตรขับรถผ่านทุกคืน เมืองที่นวลพยายามใช้ชีวิต และเมืองที่เปิดรับผู้คนจากหลากหลายที่มา ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เมื่อมองกลับไปจากปี 2569 ภาพเหล่านั้นจึงมีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ เพราะบางสถานที่ยังอยู่ บางแห่งเปลี่ยนไปแล้ว และบางอย่างอาจหายไปจากกรุงเทพฯ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว การที่หนังเรื่องนี้กลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้ง จึงไม่ได้เป็นเพียงการรื้อฟื้นความทรงจำของหนังรักเรื่องหนึ่ง แต่เป็นการชวนเรากลับไปมองเมือง ผู้คน และช่วงเวลาหนึ่งของกรุงเทพฯ ผ่านม้วนฟิล์มที่บันทึกเอาไว้ได้อย่างละเอียด

12 เรื่องที่กลายเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ 2569

การขึ้นทะเบียนในปีนี้เกิดจากการเปิดให้ประชาชนกว่า 1,200 คน ร่วมเสนอรายชื่อภาพยนตร์ทั้งหมด 323 เรื่อง ก่อนผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์ด้านคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อิทธิพลต่อสังคม วัฒนธรรม และศิลปะ จนได้ภาพยนตร์และสื่อภาพเคลื่อนไหวจำนวน 12 เรื่อง ได้แก่

  1. โขน (2472)
  2. กรุภาพยนตร์ของหมอบุญส่ง เลขะกุล (2490–2530)
  3. คณะนักข่าวเดินทางไปจีนแดงและเวียดนามเหนือ ปี 2500 (2500)
  4. กรรมวิธีทำเฮโรอีน (2500–2505)
  5. กรุภาพยนตร์กลุ่มชาติพันธุ์ในไทยจาก Encyclopedia Cinematographica (2507–2508)
  6. อัศวินดาบกายสิทธิ์ (2513)
  7. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 (2519)
  8. แผ่นดินของเรา (2519)
  9. WESTWÄRTS...Südostasiatinnen in der BRD (การเดินทางสู่ตะวันตก... ผู้หญิงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเยอรมนีตะวันตก) (2532)
  10. เฉิ่ม (2548)
  11. แสงศตวรรษ (2549)
  12. ดาวคะนอง (2559)
บทความล่าสุด
    การโฆษณา