[category]
[title]
ผลงานภาพยนตร์ 4 เรื่องของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ ได้รับการบูรณะใหม่ในระบบ 4K เตรียมเปิดตัวในตลาดภาพยนตร์นานาชาติที่เทศกาลภาพยนตร์เวนิส

หากพูดถึงผู้กำกับไทยที่พาหนังของตัวเองออกไปไกลถึงเวทีภาพยนตร์ระดับโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ศิลปินที่คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกมานับไม่ถ้วน
ตลอดเส้นทางการทำหนัง เขาพาผู้ชมเดินทางอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความฝัน ผ่านเรื่องของความทรงจำ เวลา จิตวิญญาณ ความตาย และสิ่งเหนือธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็หยิบผู้คน และวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นภาษาภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ตอนนี้หนังเหล่านั้นกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อ The Match Factory บริษัทขายภาพยนตร์จากเยอรมนี ประกาศรับหน้าที่ดูแลการขายลิขสิทธิ์ในตลาดต่างประเทศให้กับผลงานคลาสสิกของอภิชาติพงศ์ 4 เรื่อง ได้แก่ สุดเสน่หา, สัตว์ประหลาด, แสงศตวรรษ และ ลุงบุญมีระลึกชาติ โดยทั้งหมดได้รับการบูรณะใหม่ในระบบ 4K และเตรียมเปิดตัวในตลาดภาพยนตร์นานาชาติที่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ในปีหน้า
4 หนังที่พาเราย้อนกลับไปสำรวจโลกของอภิชาติพงศ์
หนังทั้ง 4 เรื่องครอบคลุมช่วงเวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษในเส้นทางการทำหนังของอภิชาติพงศ์ ตั้งแต่ ‘สุดเสน่หา (2546)’ ผลงานที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รุ่ง’ หญิงสาวที่พยายามดูแล ‘มิน’ ชายหนุ่มชาวพม่าที่หลบหนีเข้าเมือง และ ‘ป้าอร’ หญิงที่เข้ามาช่วยดูแลอาการป่วยของมิน หนังเดินเรื่องผ่านความสัมพันธ์ ความรัก และชีวิตของคนชายขอบ ก่อนคว้ารางวัล Un Certain Regard จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
สองปีต่อมา อภิชาติพงศ์พาผู้ชมเข้าไปในป่า ‘สัตว์ประหลาด (2547)’ เล่าเรื่องราวของ ‘เก่ง’ ทหารหนุ่ม และ ‘โต้ง’ ลูกจ้างโรงน้ำแข็งในชนบทภาคอีสาน กับความสัมพันธ์ระหว่างชายสองคนค่อยๆ เปลี่ยนจากความรักที่เรียบง่ายไปสู่การเดินทางท่ามกลางผืนป่าและการตามหาบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ก่อนหนังจะคว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
จากนั้นคือ ‘แสงศตวรรษ (2549)’ หนังที่เล่าเรื่องราวของชีวิตแพทย์สองช่วงเวลาผ่านโรงพยาบาลสองแห่ง ด้านหนึ่งคือแพทย์หญิงในโรงพยาบาลต่างจังหวัด กับความทรงจำ ความรัก และผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนเรื่องจะเปลี่ยนไปสู่อีกโรงพยาบาลในเมืองและชีวิตของแพทย์ทหารหนุ่ม
หนังได้รับเลือกเข้าฉายในสายประกวดหลักของ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในประเทศไทยในเวลาต่อมา หลังมีเงื่อนไขให้ตัดฉากสำคัญออก 4 ฉาก อภิชาติพงศ์จึงเลือกไม่ตัดทอนหนัง และทำให้ แสงศตวรรษ กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงทั้งในแง่ภาพยนตร์ และประเด็นเรื่องเสรีภาพในการสร้างสรรค์
และปิดท้ายด้วยผลงานที่ทำให้ชื่อของอภิชาติพงศ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ (2553)’ เรื่องราวของ ‘ลุงบุญมี’ ชายผู้ป่วยโรคไตที่รู้ว่าวาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามา จึงเดินทางกลับบ้านเกิดในชนบทอีสานเพื่อใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับครอบครัว ก่อนจะพบกับผู้คนและสิ่งมีชีวิตจากอดีตที่กลับมาเยือนอีกครั้ง หนังเรื่องนี้คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2010 และกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดของภาพยนตร์ไทยบนเวทีนานาชาติ
สำหรับโปรเจกต์บูรณะครั้งใหม่นี้ อภิชาติพงศ์ได้เข้ามาควบคุมกระบวนการด้วยตัวเองทั้ง 4 เรื่อง นอกจากการบูรณะภาพใหม่ในระบบ 4K แล้ว ยังมีการรีมาสเตอร์และรีมิกซ์เสียง รวมถึงสร้างงานศิลป์ประจำภาพยนตร์ขึ้นใหม่อีก 4 ชิ้น
โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสถาบันภาพยนตร์และภาคเอกชนหลายแห่ง รวมถึง หอภาพยนตร์, MoMA, Strand Releasing, Tomo Suzuki, Mehelli Modi, Second Run และ Cinémathèque Suisse ขณะที่ White Light Studio, 185 Films และ Kick the Machine เข้ามาร่วมสนับสนุนด้านการผลิต
ตลอดเส้นทางการทำงาน อภิชาติพงศ์เลือกสร้างหนังอยู่นอกระบบสตูดิโอภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของไทย และใช้ Kick the Machine Films บริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นเองเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์งานอิสระและงานทดลอง นอกจากภาพยนตร์ยาว 8 เรื่อง ผลงานของเขายังครอบคลุมทั้งหนังสั้น วิดีโออินสตอลเลชัน และการแสดงสด ซึ่งได้รับการนำไปจัดแสดงและจัดเทศกาลย้อนหลังในสถาบันศิลปะและภาพยนตร์ระดับโลก ตั้งแต่ Tate Modern, Centre Pompidou ไปจนถึง MoMA
การกลับมาของ สุดเสน่หา, สัตว์ประหลาด, แสงศตวรรษ และ ลุงบุญมีระลึกชาติ ในฉบับบูรณะใหม่ จึงไม่ใช่แค่การนำหนังเก่ากลับมาฉายอีกครั้ง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้กลับเข้าไปสำรวจโลกของอภิชาติพงศ์ ผ่านภาพและเสียงที่ได้รับการดูแลใหม่ทั้งหมด
Discover Time Out original video