Drag Race Thailand season II, Angele Anang
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

คุยกับ แองเจเล่ อานัง สาวข้ามเพศผู้ชนะการแข่งขัน Drag Race Thailand Season 2

เมคอัพอาร์ตทิสและนักแสดงผู้หลงใหลในสไตล์วินเทจ เซ็กซี่ จัดจ้าน กับก้าวกระโดดสู่การเป็นแดร็กควีนหน้าใหม่ของวงการ

Time Out Thailand
การโฆษณา

แองเจเล่ อานัง หรือชื่อจริง อัญชลี อณังษ์ คือสาวข้ามเพศคนแรกที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน Drag Race Thailand ทั้งยังเป็นผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่สามารถเอาชนะโจทย์ประจำสัปดาห์ได้ถึง 6 โจทย์ หลังจากการขบเคี้ยวแข่งขันกันมาอย่างยาวนานตลอด 12 สัปดาห์

แองเจเล่สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นนางโชว์ตั้งแต่อายุยังน้อย และเรียนรู้ศิลปะการแต่งหน้าจากการเป็นเมคอัพอาร์ตทิสอีกกว่า 8 ปี ก่อนจะก้าวเข้ามาอยู่ใต้แสงไฟสปอตไลท์ในฐานะ Drag เพื่อระเบิดพลังความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่งให้เราได้เห็นกันในรายการ Drag Race Thailand จนเราต้องขอไปนั่งพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ บทบาทในสังคม LGBT ไปจนถึงแผนการในอนาคตที่เธอวาดไว้ เพื่อทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น

Drag Race Thailand season II, Angele Anang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

แองเจเล่เริ่มแสดงโชว์ตั้งแต่เมื่อไร

หนูเริ่มในตอนที่เด็กมากๆ เลยค่ะ แถมส่วนมากหนูจะอยู่กับเพื่อนผู้หญิง ก็เลยไม่ชินกับการอยู่ในกลุ่มกะเทย กลัวคนอื่นจะไม่ชอบตัวเอง กลัวถูกหมั่นไส้ อะไรอย่างนี้ กลายเป็นว่าหนูเลยมีท่าทางไม่มั่นใจในตัวเอง บุคลิกไม่ดี พี่ๆ เขาเห็นอย่างนั้นก็ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ทำให้หนูให้มั่นใจในตัวเองมากขึ้น พอหนูทำงานดี ได้เป็นตัวร้อง พี่ๆ ก็ร่วมยินดีกับหนูตลอด จนหนูเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ สุดท้ายก็รักครอบครัวนี้มาก

คิดว่าการได้เริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

เยอะเลยนะ อย่างแรกคือได้ประสบการณ์การทำงาน ทำให้หนูได้ฝึกฝนเร็วกว่าคนอื่น พัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม เรียนรู้ที่จะทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น แม้ว่าตอนแรกมันจะทำให้เรากลัวหรือไม่มั่นใจ อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่มันก็ทำให้เราพยายามผลักดันตัวเองเข้ามาในวงการนี้ให้ได้ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราถนัดและอยากทำจริงๆ

มีจุดสูงสุดอะไรในการเป็น Drag ที่แองเจเล่อยากไปให้ถึงไหม

เอาจริงไม่เคยวาดฝันว่าจะเป็นนางโชว์มาก่อนเลย ตอนเด็กๆ เคยคิดแค่ว่าอยากเป็นแดนซ์เซอร์วงอิเล็คโทนตามเวทีบ้านนอก แต่ว่าหลังจากที่หนูได้เป็นตัวร้องแล้ว ถึงได้มาคิดว่าอยากทำอะไรที่เป็นอิสระมากขึ้น เลยออกมาเป็น Drag แข่งในรายการนี้ ซึ่งพอชนะก็รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เลยคิดว่าจะแพลนไปทัวร์แสดงหลายๆ ที่เพื่อดื่มด่ำกับตรงนี้ก่อน เร็วๆ นี้ก็มีคิวจะไปแสดงที่สิงคโปร์กับมาเลเซีย และถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปทัวร์ในระดับโลก อย่างงาน DragCon (งานเฟสติวัลเฉลิมฉลองวัฒนธรรม Drag ที่สหรัฐอเมริกา) ที่อยากไปมากๆ แล้วคงจะพัฒนาฝีมือแสดงไปเรื่อยๆ เผื่อไปเป็นนักแสดงจริงจังเลยมากกว่า

ใช้เวลานานไหมกว่าจะเปิดใจกับที่บ้านว่าเป็น LGBT

ต้องยอมรับว่าตอนเด็กๆ หนูก็เป็นเด็กมีปัญหาคนหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อย ก่อนที่ท่านจะเลิกกันแล้วพ่อก็ไปมีแฟนใหม่ จากนั้นแม่ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง หนูเลยต้องไปอยู่กับพ่อ ซึ่งในทีแรกหนูก็รู้สึกไม่ชอบแฟนใหม่พ่อ ไม่ชอบสิ่งที่พ่อทำ เลยทำตัวมีปัญหา เกเร ไม่เรียนหนังสือ ตามประสาเด็กๆ พ่อเลยให้ช่วยงานทำธุรกิจโรงกลึงอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งตอนที่หนูเลิกกับแฟนคนแรก ซึ่งทำให้หนูปล่อยตัว ไว้ผมยาว ออกสาวเป็นกะเทย แล้วเริ่มทำงานที่ร้านคาราโอเกะไปเลย ซึ่งพ่อบอกเสมอว่าไม่ชอบให้ทำงานแบบนี้ คอยตามหนูกลับบ้านเรื่อยๆ แต่พอเขาได้เห็นว่ามีคนชอบการแสดงของหนูแค่ไหนในรายการ Drag Race เขาก็เริ่มเข้าใจ และยอมรับในสิ่งที่หนูเป็น คอยช่วยเตือนให้หนูทำตัวดีๆ 

Drag Race Thailand season II, Angele Anang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ในฐานะผู้ชนะการแข่งขัน Drag Race คิดจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่ม LGBT ในแง่ไหนได้บ้าง

หลายแง่เลยค่ะ หนูมีความคิดเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคม คือสังคมไทยก็เปิดกว้างด้านความคิดอยู่แล้วแหละ แต่ยังมีในด้านกฎหมาย ที่หนูคิดว่ากลุ่ม LGBT ทุกคนอยากได้ อยากมีสิทธิ์เท่ากับชาย-หญิง เช่น การแต่งงาน หรือ การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ที่มีในต่างประเทศแล้ว สังคมบางประเทศไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้นแต่ก็มีออกกฎหมายรองรับ หนูไม่รู้ว่าทำไมประเทศเรายังไม่รองรับ ไม่ให้สิทธิ์กลุ่ม LGBT สักที แต่คงไม่ถึงขนาดลงไปทำงานด้านการเมือง (หัวเราะ) เพราะหนูไม่ได้จบด้านนี้มา ไม่ได้รู้เรื่องการเมืองเยอะขนาดนั้น แต่หนูสามารถเป็นกระบอกเสียงไปบอกคนที่ทำด้านการเมือง เช่น พี่กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน ให้ได้รู้ว่าตอนนี้กลุ่ม LGBT ต้องการอะไร มองหาอะไรอยู่ อะไรแบบนั้นมากกว่า คงไม่ลงไปจัดการด้วยตัวเอง เพราะทำไม่เป็น

ถ้าบอกว่าในสังคมไทยยังมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมต่อกลุ่มสาวข้ามเพศอยู่ แองเจเล่เห็นด้วยหรือเปล่า

เห็นด้วยค่ะ มันคล้ายกับว่าเรายังเป็นคนชั้นที่สอง คือไม่รู้นะว่าคนที่ยังปิดกั้นเราเขามองเราอย่างไร แต่ยังมีบางผับที่กะเทยเข้าไม่ได้จริงๆ ทั้งที่เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็อยากจะสนุกสนาน มีช่วงเวลาดีๆ เหมือนกัน บางทีก็อึดอัดเพราะไม่รู้เราทำผิดอะไร รู้สึกเหมือนเขาคิดว่าเขาเหนือกว่าเรา ส่วนตัวหนูไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยนะ อยากให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น ลองเทียบกันคุณเองมีสิทธิ์จะทำอะไรในชีวิตของคุณก็ได้ ดังนั้นทุกคนก็ควรมีสิทธิ์เป็นอะไรก็ได้ที่เขาอยากเป็น แต่เมื่อเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เราก็แค่เป็นตัวของตัวเองต่อไป

"เมื่อเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เราก็แค่เป็นตัวของตัวเองต่อไป"

ฝากอะไรถึงสาวข้ามเพศรุ่นเด็กสักหน่อยไหม

อยากบอกว่าให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสนใจว่าใครจะปฏิบัติกับเราอย่างไร ให้มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ อย่าอายที่จะทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าอยากแต่งหน้าก็แต่งเลย อยากเอาผมทัดหูก็ทัดเลยลูก อยากออกสาว แต๋วแตกแค่ไหนก็ทำ แต่ขอให้อยู่ในหลักของความดี อย่าไปเดือดร้อนใคร เพราะว่าสมัยก่อนพี่ก็ทำแบบนี้ และพี่ไม่เคยสนใจใครเลย แล้วมันทำให้เราได้ปล่อดปล่อย ได้ระบายออกมา ไม่ต้องกดดัน พอเราไม่กดดันตัวเองทุกอย่างมันก็จะออกมาดี แล้วเราจะมีความสุขจากข้างในจริงๆ โดยที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรเราได้ เพราะเรามีเกราะป้องกันเป็น ‘ตัวเราเอง’

Drag Race Thailand season II, Angele Anang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

  • Shopping
  • ดีไซเนอร์

ชนินทร์พร ‘ชา’ เฮสส์ (Chaninporn ‘Cha’ Hess) ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแบรนด์ตั้งแต่แรก เธอแค่อยากหาอะไรทำด้วยสองมือของตัวเองตอนที่ลูกชายหลับ สัญชาตญาณความต้องการที่เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และเป็นส่วนตัวนี้ ได้เติบโตกลายมาเป็น Chalay แบรนด์ที่ส่งออกทั่วโลก พร้อมด้วยทีมช่างฝีมือสองทีม ประวัติการขายหมดเกลี้ยง (sell-out) และเรื่องราวที่ยังคงติดดิน จุดเริ่มต้นมาจากกล้องตั้งเวลาถ่ายเองและเสื้อครอปท็อปทำมือ และขยายตัวไปโดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของตัวเอง

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ทิ้งชีวิตทองหล่อไว้เบื้องหลัง

ก่อนจะมี Chalay ชีวิตของเธอปักหลักอยู่ที่ทองหล่อ ชาเป็นนักบัญชีในตอนกลางวัน วนเวียนอยู่กับวัฒนธรรมบาร์ในตอนกลางคืน แต่งงานกับดีเจมืออาชีพ และมักจะประดิษฐ์ของทำมือเป็นงานอดิเรกอยู่เสมอ มันลงตัวดี ทั้งความคิดสร้างสรรค์ สังคม และความวุ่นวายนิดๆ

จนกระทั่งลูกชายลืมตาดูโลก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ชีวิตในกรุงเทพฯ ถูกแทนที่ด้วยชายฝั่งทะเล การเป็นแม่เต็มเวลาเข้ามาแทนที่จังหวะชีวิตเดิมๆ และจังหวะที่ช้าลงก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของไอทะเลและความเปิดกว้าง ในตอนนั้นมันไม่ได้ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันคือการรีเซ็ตที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

เสื้อครอปท็อป กำแพง และช่วงเวลาลูกหลับ

ภาพแรกของ Chalay ไม่ใช่แคมเปญโฆษณา ไม่ได้มีการวางแผนไว้ด้วยซ้ำ มันเป็นแค่ภาพของชาในเสื้อครอปท็อปที่เธอเย็บเอง ยืนพิงกำแพงนอกบ้านขณะที่ลูกชายนอนหลับอยู่ข้างใน

"ฉันเริ่มออกแบบเสื้อผ้าเป็นงานอดิเรกค่ะ"

เธอกล่าว—ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด

ชื่อแบรนด์ก็มาจากตรรกะเดียวกัน: Cha (ชา) มาจากชื่อ ชนินทร์พร ส่วน Lay (เล) มาจากคำว่า 'ทะเล' ในภาษาไทย มันคือการถักทอภูมิศาสตร์และตัวตนเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือสถานที่ที่เธออยู่และสิ่งที่เธอเป็นในตอนนี้

เมื่อ Coachella ค้นพบ

ในตอนแรก ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนกับแบรนด์แท้ๆ ทั่วไป คือเติบโตอย่างช้าๆ ผ่านการบอกปากต่อปาก ลูกค้ารู้จัก Chalay ในระดับท้องถิ่น โดยดึงดูดใจด้วยเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานทำมือและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากกว่างานผลิตจำนวนมากแบบอุตสาหกรรม

แล้วกลุ่มคนไปเทศกาลดนตรีก็เริ่มสังเกตเห็น

Coachella มักจะเป็นแหล่งรวมการตามล่าหาเสื้อผ้าที่ถ่ายรูปออกมาสวยและหาจากที่อื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์วินเทจ ของหายากจากทั่วโลก หรือชิ้นงานที่มีชิ้นเดียวในโลก Chalay แทรกตัวเข้าไปในพื้นที่นั้นได้อย่างลงตัว และเมื่อมันฮิต ทุกอย่างก็ไปอย่างรวดเร็ว

"พอไวรัล สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเลยค่ะ" ชากล่าวโดยไม่ได้พูดเกินจริง มันเป็นเหมือนการบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

สร้างสรรค์ผ่านสองโลกของงานฝีมือ

สิ่งที่ทำให้ Chalay เป็นมากกว่าแค่ความสำเร็จด้านความสวยงามคือวิธีการสร้างแบรนด์

การผลิตดำเนินการโดยทีมงานสองทีมที่อยู่คนละฝั่งของประเทศไทย ซึ่งแต่ละทีมก็มีรากฐานมาจากประเพณีที่แตกต่างกัน

ทางภาคเหนือ: ชาทำงานร่วมกับชุมชนชาวม้งที่ขึ้นชื่อเรื่องงานผ้าทำมือและลวดลายที่สลับซับซ้อน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น "ฉันภูมิใจที่ Chalay สามารถให้ชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของพวกเขาค่ะ" เธอกล่าว—ไม่ใช่เป็นเพียงสโลแกน แต่เป็นความรับผิดชอบที่อยู่เบื้องหลังผลงาน

ทางภาคใต้: ทีมที่สองได้แรงบันดาลใจจากโลกของ มโนราห์ (หรือ โนรา) ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยการทำชุดนั้นมีรายละเอียดมากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์เฉพาะตัว ผลงานอย่างชุดเดรส Nora และเสื้อท็อป Rayya ล้วนเกิดจากความร่วมมือนี้

สองภูมิภาค สองสายเลือดที่แตกต่าง แต่มีแนวคิดร่วมกันหนึ่งเดียว นั่นคือเสื้อผ้าที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมไปข้างหน้าแทนที่จะทำให้มันแบนราบ อย่างที่ชากล่าวไว้ มันคือ "การแบ่งปันความดั้งเดิม วัฒนธรรม และการเล่าเรื่องในทุกฝีเข็ม"

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ผ้าถุง โฉมใหม่

การเติบโตมาในวัฒนธรรมทางสายตาของไทยได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ สำหรับชา มันเริ่มต้นที่ 'ผ้าถุง' กระโปรงแบบพันที่สวมใส่กันมาหลายรุ่น เรียบร้อย ใช้งานได้จริง และสวยงาม มันได้กลายเป็นต้นแบบให้กับหนึ่งในชิ้นงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของ Chalay

กระโปรง Sinh Siam นำเอาไวยากรณ์เดียวกันนี้มาใช้ ทั้งสัดส่วน ความใส่สบาย และความคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเสื้อผ้าที่คุณแม่ในท้องถิ่นสวมใส่ และผลักดันมันไปข้างหน้าโดยไม่ลดทอนคุณค่าดั้งเดิม

กุญแจสำคัญคือวิธีที่ชาจัดการกับข้อมูลอ้างอิง มันไม่ใช่แค่การดึงสไตล์มาจากมู้ดบอร์ด หรือหยิบยืมมาแค่ผิวเผิน แต่กลิ่นอายทางวัฒนธรรมนั้นฝังลึกอยู่ในโครงสร้าง ทั้งในซิลลูเอตต์ ตรรกะของแพทเทิร์น และวิธีการพลิ้วไหวของเสื้อผ้า แทนที่จะเป็นเพียงแค่การนำมาประดับตกแต่ง

"ฉันอยากนำเสนอความเป็นไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ฉันภูมิใจมากๆ ค่ะ" เธอกล่าว การเน้นย้ำอยู่ที่ความภาคภูมิใจ ไม่ใช่การโหยหาอดีต ไม่ใช่แค่เอาความดั้งเดิมมาเป็นความงามทางแฟชั่น แต่เป็นสิ่งที่มีชีวิตและดำเนินต่อไป

CHALAY/TYLA
Photograph: CHALAY/TYLAChaninporn ‘Cha’ Hess

เมื่อ Tyla หยิบมาใส่

แล้วก็มาถึงโมเมนต์ของ Tyla—ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้แบรนด์เฉพาะกลุ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

เมื่อนักร้องสาวชาวแอฟริกาใต้ที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกจากเพลง ‘Water’ สู่สายตาป๊อปสตาร์ระดับโลก ปรากฏตัวในชุดของ Chalay ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ทีมงานถึงกับกรี๊ดลั่น

ชุดนั้นมีความสำคัญในตัวมันเอง เป็นผลงานจากการร่วมมือกับทางภาคใต้ ทรวดทรงร่วมสมัยที่แฝงไปด้วยลวดลายโนราห์ปักมือ งานฝีมือแบบดั้งเดิม แต่ถูกนำมาสวมใส่ในลักษณะที่ไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์

คอลเลกชันนี้ขายหมดเกลี้ยง นั่นคือหัวข้อข่าว แต่สิ่งที่ชาให้ความสำคัญกลับเป็นเรื่องอื่น

"ฉันภูมิใจมากที่ได้นำส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลก"

ชากล่าว

นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ ไม่ใช่การรับรองจากคนดัง ไม่ใช่การขายหมด แต่เป็นความจริงที่ว่างานฝีมือได้เดินทางออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ไม่เล่นตามบทบาทที่ใครคาดหวัง

การเป็นที่รู้จักในระดับโลกมาพร้อมกับความคาดหวัง โดยเฉพาะสำหรับดีไซเนอร์ที่ทำงานนอกศูนย์กลางแฟชั่นในโลกตะวันตก มันมีความกดดันที่ต้องทำให้ตัวเองเป็นที่เข้าใจตามเงื่อนไขของคนอื่น เช่น ต้องดู ‘แปลกตา’ (exotic) ‘ดั้งเดิม’ หรือถูกจัดหมวดหมู่ได้ง่าย

การตอบสนองของชาเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือ เธอเลือกที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่

"ไม่มีอะไรทำให้ทุกคนพอใจได้หรอกค่ะ ฉันเลยไม่ได้รู้สึกกดดันจากความคาดหวังอะไรเลย" เธอกล่าว "ฉันแค่ทำสิ่งต่างๆ ให้ดีที่สุด และฉันก็มีความสุขกับสิ่งนั้นแล้ว"

มันฟังดูตรงไปตรงมา แต่การยืนหยัดในจุดยืนนั้น—การสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องคอยปรับแต่งเพื่อเอาใจผู้ชมที่วาดภาพไว้ในหัว—นั้นยากกว่าที่เห็น และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้ Chalay ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

เริ่มทำก่อน แล้วค่อยพัฒนาทีหลัง

สำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตัวเอง คำแนะนำของชาช่วยทะลวงผ่านการคิดมากแบบเดิมๆ ไปได้

"แค่เริ่มลงมือทำและไม่ต้องกังวลให้มากนักค่ะ!"

เป็นคำแนะนำที่ขวานผ่าซาก แต่มันก็จริง แบรนด์เองก็เริ่มต้นมาแบบนั้น หนึ่งชิ้นงาน หนึ่งรูปภาพ โดยไม่มีแผนการใหญ่โตอะไร

ในเรื่องของการอนุรักษ์งานฝีมือแบบดั้งเดิม เธอเปลี่ยนจุดโฟกัสอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องของการรับรู้

"มันเริ่มต้นจากการที่คุณมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ" เธอกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงที่คุณย่าสวมใส่ งานปักบนกำแพงวัด หรือชุดในงานเทศกาลที่ถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนที่มาที่ไปเริ่มเลือนราง

"มันอาจจะดูเก่าหรือไม่เหมาะที่จะใส่แบบลำลอง แต่มันเกี่ยวกับการคิดหาวิธีที่จะยกระดับมันให้เป็นอย่างอื่น"

การปรับมุมมองใหม่นี้—ไม่ใช่การละทิ้ง ไม่ใช่การอนุรักษ์ไว้แบบเดิมๆ แต่เป็นการนำมาตีความใหม่—ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่ Chalay ทำ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ยังคงอยู่เคียงข้างทะเล

ตอนนี้ทองหล่อกลายเป็นอีกชีวิตหนึ่งไปแล้ว ส่วนช่วงเวลาที่เคยเป็นนักบัญชีก็ยิ่งถอยห่างออกไปไกลกว่าเดิม

สิ่งที่ยังคงอยู่คือเส้นทางที่เชื่อมโยงกัน: การย้ายมาอยู่ชายฝั่งทะเล ชิ้นงานทำมือในช่วงเวลาที่ลูกหลับ ชื่อแบรนด์ที่มาจากตัวเองและทะเล และแบรนด์ที่ตอนนี้เดินทางไปไกลเกินกว่านั้นแล้ว

ทุกชิ้นงานได้รับความใส่ใจเท่าๆ กัน ไม่มีชิ้นไหนที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงการก้าวออกมาจากตัวงานและจัดอันดับมันในภายหลัง

ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ช่างฝีมือชาวม้งกำลังร้อยด้ายเข้าเข็ม ทางภาคใต้ มือที่ได้รับการฝึกฝนในการทำชุดโนราห์ก็กำลังทำเช่นเดียวกัน และชายังคงอยู่ริมน้ำ คอยรักษาโครงสร้างของแบรนด์ไว้ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ขยายออกไป

ความเป็นที่รู้จัก การขายหมดเกลี้ยง โมเมนต์ของคนดัง สิ่งเหล่านี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ผลงานยังคงอยู่

การโฆษณา
  • Movie theaters

หากพูดถึงนักแสดงหญิงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยมาราว 10 ปี ชื่อของ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อาจไม่ได้เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยจากหนังตลาด แต่สำหรับคนดูหนังนอกกระแส หนังสั้น หรือผลงานที่เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์ เธอน่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นตา

เอิงเอยเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงจาก ‘Motel Mist โรงแรมต่างดาว’ ของ ปราบดา หยุ่น ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง และในปีนี้ ‘Human Resources พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ก็พาเธอออกเดินทางไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง ตั้งแต่เวนิส ไต้หวัน ไปจนถึงนิวยอร์ก

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรามีคำถามมากมายที่อยากชวนเอิงเอยพูดคุย ตั้งแต่มุมมองต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนทำหนัง ศิลปิน พื้นที่ฉายหนัง ศิลปะ และคนดู ไปจนถึงชีวิตธรรมดาๆ ในวันที่ไม่ได้เข้ากอง

2026 ปีแห่งการเดินทาง

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
‘ปีนี้สำหรับเอิงก็ถือว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง’


เธอพูดขึ้นง่ายๆ ก่อนจะย้อนกลับไปนึกถึงจำนวนครั้งที่ตัวเองต้องเก็บกระเป๋าเดินทางไปสนามบิน ที่ผ่านมา การได้เดินทางไปเทศกาลหนังอาจเกิดขึ้นเพียงปีละหนึ่งหรือสองครั้ง บางครั้งคือการไปฉายรอบพรีเมียร์แล้วกลับ แต่ปีนี้กลับต่างออกไป เพราะเธอไม่ได้เพียงเดินทางไปเทศกาล หากหนังเองก็ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางของมันและนั่นทำให้เธอได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ในอีกด้านหนึ่ง ปีนี้ก็เป็นปีที่งานของเธอเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่นกัน มีช่วงที่งานติดกัน และมีช่วงที่ว่างยาว การเป็นนักแสดงไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน แม้หนังที่ตัวเองแสดงจะกำลังเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตาม

เทศกาลหนังไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคนทำหนัง

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

เราถามเอิงเอยถึงประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา เพราะเธอมีโอกาสสัมผัสทั้งกองถ่ายและเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ทำให้เธอไม่ได้มองประสบการณ์ครั้งนี้จากมุมของนักแสดงที่เพิ่งออกไปเห็นโลกเป็นครั้งแรก แต่เป็นคนที่เริ่มสังเกตโครงสร้างของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมากขึ้น

เธอเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนโดยเฉพาะจากเทศกาลระดับนานาชาติ คือการที่ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน เธอยกตัวอย่าง Venice International Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เวนิส) ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่เก่าแก่และสำคัญของโลก แต่บรรยากาศของเทศกาลกลับไม่ได้สร้างกำแพงขึ้นมาระหว่าง ‘คนทำหนัง’ กับ ‘คนดูหนัง’ อย่างที่เราอาจจินตนาการ

“เอิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เทศกาลหนังที่แบ่งแยกสำหรับคนดูหนังหรือไม่ดูหนัง”



สำหรับเธอ ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนหนังหรือรายชื่อผู้กำกับ แต่เป็นการที่เทศกาลสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองได้จริง มีทั้งการฉายหนัง การพูดคุย เวิร์กช็อป การสร้างเครือข่ายสำหรับคนในอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่เปิดให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม เพราะในมุมของเอิงเอย คนดูก็ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด

เมื่อคนดูเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น หนังจึงมีพื้นที่ให้ถูกพูดถึง มีคนเข้าชม มีเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม และทำให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่เธอพบในหลายเทศกาลจึงไม่ใช่คำถามว่า หนังเรื่องนี้ดูยากไหม? แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ภาพยนตร์และศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปโดยแทบไม่ต้องตั้งคำถาม

“มันครอบคลุมโดยที่เราไม่ต้องมานั่งพูดว่าหนังมันเป็นหนัง
หรือศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไหม เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไหม”

เอิงเอยเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เธอรู้สึกว่ายังแตกต่างจากบ้านเรา

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

สำหรับเธอ สิ่งที่น่าสนใจของเทศกาลอย่าง Taipei Golden Horse Film Festival รวมถึงบรรยากาศของเทศกาลในเกาหลีอย่าง Busan International Film Festival คือการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเมืองอยู่แล้ว คนทำหนัง คนดูหนัง โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นโลกคนละใบ

“คนทำอาร์ตก็คือคนทำอาร์ต
คนทำหนังก็คือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว มันไม่ได้แยกจากกัน”

เมืองที่มีพื้นที่ให้หนังหายใจ

Elena Dagan
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton

เมื่อเดินทางมาถึง New York Asian Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งนิวยอร์ก) ความรู้สึกของเอิงเอยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ครั้งนี้ เธอได้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ฉายหนัง’ ได้ชัดเจนขึ้น

เทศกาลแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าเทศกาลระดับนานาชาติที่เธอเคยไป แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตได้คือ เมืองอย่างนิวยอร์กมีพื้นที่สำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่มากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่ฉายหนังของคนท้องถิ่น หรือสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ ภาพยนตร์จึงไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในช่วงเวลาที่เทศกาลจัดขึ้น แต่มันสามารถไหลเวียนอยู่ในเมืองได้ตลอดทั้งปี

“เมืองมันมีคัลเจอร์ของการดูหนัง ดูละครเวทีอยู่แล้ว”

เราถามเอิงเอยต่อว่า มองอุตสาหรรมฝั่งประเทศไทยเป็นอย่างไร เธอเล่าว่า หากวันหนึ่งเรามีพื้นที่ฉายหนังที่หลากหลายและแข็งแรงพอ พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ช่วยประคองหนังเล็กๆ ให้มีชีวิตต่อไปได้

Elena Dagan
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton

และเมื่อถามถึงปฏิกิริยาของผู้ชมต่างชาติที่มีต่อ Human Resources เอิงเอยไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นหนังไทยกลายเป็นกำแพงระหว่างเธอกับผู้ชมเสียทีเดียว เธออธิบายว่า ผู้ชมในเทศกาลที่นิวยอร์กมีทั้งชาวเอเชียและชาวต่างชาติ และด้วยความหลากหลายของเมืองนิวยอร์กเอง เธอเองก็ไม่อาจสรุปปฏิกิริยาของผู้ชมทั้งหมดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากช่วง Q&A คือ หลายประเด็นในหนังสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง เพศ อำนาจ และความเหลื่อมล้ำ

เมื่ออาชีพเลือกเรา ก่อนที่เราจะเลือกอาชีพ


เมื่อขยับมาคุยกันถึงเรื่องการแสดง เอิงเอยเล่าว่า..

เธอไม่เคยเป็นคนเลือกว่าจะต้องเป็นนักแสดงแบบไหน หลายครั้งอาชีพกลับเป็นฝ่ายเลือกเธอก่อนเสมอ และเมื่อคนในอุตสาหกรรมจดจำเธอจากงานแบบหนึ่ง งานแบบนั้นก็มักจะพาเธอไปสู่งานชิ้นถัดไปโดยอัตโนมัติ

Motel Mist (2016), Nakorn-Sawan (2018), Anatomy of Time (2021), Human Resources (2026), The White Rabbit (2026), Haunted Universities 4 (2026)
Photograph: Motel Mist (2016), Nakorn-Sawan (2018), Anatomy of Time (2021), Human Resources (2026), The White Rabbit (2026), Haunted Universities 4 (2026)Unoey Prapamonton

“ถ้าคนเขาจำว่าเราเล่นงานอะไร เขาก็จะให้เราเล่นงานต่อๆ ไปแบบนั้น”

เอิงเอยหัวเราะเบาๆ เมื่อเล่าถึงเส้นทางที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เคยวางตำแหน่งให้ตัวเองว่าเป็นนักแสดงหนังนอกกระแส หรือเลือกว่าจะต้องทำงานกับภาพยนตร์ประเภทใดเป็นพิเศษ งานในวงการบันเทิงของเธออย่างแรกที่เธอเล่นก็เป็นหนัง และนั่นทำให้เส้นทางการทำงานค่อยๆ แตกแขนงออกไปตามโอกาสที่เข้ามา

“เอิงไม่ได้ตั้งใจจะจำกัดกรอบตัวเอง พยายามทำหมดแล้ว
ไปแคสต์ทั้งโฆษณา หนังสั้นนักศึกษา เล่นเอ็มวีก็เล่น”

แม้กระทั่งมิวสิกวิดีโอที่หลายคนอาจมองว่าเป็นงานที่สั้นและง่ายกว่าภาพยนตร์ 

“ใครบอกว่าง่ายกว่า เราก็ว่ายากมั้ง”

เธอกลับมองว่าความสั้นนั้นเองคือความยาก เพราะเมื่อเรื่องราวถูกบีบให้เหลือเพียงไม่กี่นาที นักแสดงก็ต้องสกัดอารมณ์ออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่เลือกเล่าเรื่องในรูปแบบหนังสั้น ยิ่งต้องหาวิธีทำให้อารมณ์ของตัวละครเดินทางไปถึงคนดูภายในเวลาที่จำกัด

‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ ที่ไม่เคยเลือกตัวเองเป็นแบบนั้น

Human Resources
Photograph: Human Resources2026

คำว่า ‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ เป็นฉายาที่คนดูมักใช้เรียกเธอจนติดปาก แต่สำหรับเจ้าตัวเอง เอิงเอยกลับหัวเราะแล้วบอกว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคำนี้เริ่มมาจากไหน 

“เขาพูดเหมือนราวกับว่าเรากำลังเป็นเสาหลัก
ค้ำจุนไพโอเนียร์ของวงการหนังอินดี้ เอาจริงๆ นี่ไม่ได้เลือกเลยนะ งานต้องเลือกเราก่อนเราถึงจะได้มีโอกาสอยู่ในจุดที่เราต่อรองแล้วก็เลือกมันได้”

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสะท้อนโครงสร้างของอาชีพนักแสดงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะในประเทศที่โอกาสไม่ได้มีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ การได้ทำงานหนึ่งชิ้นอาจเป็นสิ่งที่ต้องคว้าเอาไว้ก่อนจะได้มีสิทธิ์คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างภาพจำของ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ แต่เอิงเอยกำลังจะบอกว่า เธอก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่งที่ทำงานตามโอกาสที่เข้ามา และบังเอิญว่าโอกาสเหล่านั้นพาเธอเดินทางมาในเส้นทางนี้

เมื่อคนดูไม่ได้ไม่เข้าใจ แต่ชีวิตอาจเหนื่อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจ

เอิงเอยเข้าใจว่าหนังที่ซับซ้อนและคลุมเครืออาจต้องใช้เวลาจากคนดูมากกว่า และอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดแมส เพราะในชีวิตจริง คนเราก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว

Human Resources
Photograph: Human Resources2026
“ทุกวันนี้ ชีวิตเรามันเหนื่อยมากพอแล้ว”



หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับเรื่องยากๆ การกลับมาดูหนังในเวลาส่วนตัวจึงอาจเป็นช่วงที่เราอยากเลือกอะไรที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก แต่เธอไม่ได้มองว่าคนดู ‘ไม่เข้าใจศิลปะ’ แต่มันคือเรื่องของบริบทและวิถีชีวิต และอยากเห็นความหลากหลายของงานศิลปะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงมีพื้นที่ในตลาดกระแสหลักมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เอิงเอยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายของการทำงานในวงการที่อาศัยทั้งคอนเนกชันและการถูกมองเห็น แม้เธอจะไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมก็ตาม

Human Resources
Photograph: Human Resources2026
“วงการนี้มันชัดเจนว่ามันใช้ความจำหน้า
จำชื่อได้ มันไม่เหมือนอาชีพอื่นที่เข้าผ่านเอชอาร์
แต่อันนี้เราเข้าผ่านแคสติ้ง มันก็ทำให้เอิงเหนื่อยเหมือนกัน”



สำหรับเธอ การเป็นนักแสดงจึงไม่ได้มีแค่การพร้อมเมื่ออยู่หน้ากล้อง แต่ยังหมายถึงการทำให้ตัวเองยังคงอยู่ในสายตาของคนในอุตสาหกรรม และเปิดพื้นที่ให้โอกาสเดินเข้ามาหา

นอกกองถ่าย เอิงเอยมีชีวิตอีกหลายอย่างให้หลงใหล

เมื่อไม่มีงาน ไม่มีคิวถ่าย ชีวิตของเอิงเอยยังเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากลองและอยากค้นพบ เธอใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเล่นเกม แต่ก็พยายามพาตัวเองออกไปเจอโลกข้างนอกมากขึ้น ทั้งดูหนัง ดูงานศิลปะของเพื่อน หรือแวะไปนิทรรศการและงานใหม่ๆ ที่สนใจ

นอกจากนั้น เธอยังทำอาหาร ถักโครเชต์ อ่านหนังสือ อ่านมังงะ และมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองมาตลอดคือการเล่นดนตรี โดยเฉพาะกลอง แม้จะยังต้องเก็บเงินและหาพื้นที่ให้พร้อมเสียก่อน

ความสนใจด้านดนตรีของเอิงเอยไม่ได้หยุดอยู่แค่การอยากเล่นกลอง เพราะเธอยังทำดีเจในบางโอกาสด้วย รสนิยมการฟังเพลงของเธอก็กว้างกว่าที่ภาพจำ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ อาจทำให้คิดไว้ ตั้งแต่ร็อก เมทัล แดนซ์มิวสิก เทคโน เบส จังเกิล ดรัมแอนด์เบส ไปจนถึงป็อป

ช่วงนี้เธอฟัง Sleep Token, Deftones และ Boris เป็นพิเศษ ส่วนเพลงไทยที่ชอบมีทั้ง Bomb at Track, LITTLE JOHN และ The Darkest Romance ขณะที่เพลงไทยที่เธอคุ้นเคยที่สุดกลับเป็นงานจากอีกยุค ตั้งแต่ ป๊อด โมเดิร์นด็อก และศิลปินรุ่นเดียวกัน

ดูเหมือนว่าทั้งงานอดิเรก หนัง ศิลปะ และดนตรี ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เอิงเอยได้กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีคำจำกัดความเดียว

หนังนอกกระแสไม่ได้ขาดแค่คนดู แต่ขาด ‘พื้นที่’

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์นอกกระแสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอิงเอยไม่คิดว่ามันมีคำตอบง่ายๆ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือมันถูกมองเห็นมากขึ้น

“โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนทำหนังสามารถเผยแพร่งานของตัวเองได้
โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อใหญ่เหมือนในอดีต หนังอินดี้ หนังนักศึกษา หรือผลงานจากคนทำหนังรุ่นใหม่จึงสามารถเดินทางออกไปหาคนดูได้ด้วยตัวเองมากขึ้น”

ในอีกด้านหนึ่ง การที่หนังไทยนอกกระแสหลายเรื่องเดินทางไปถึงเทศกาลระดับนานาชาติ ก็ทำให้คนดูเริ่มคุ้นเคยกับความจริงที่ว่า หนังไทยไม่ได้มีเพียงภาพยนตร์กระแสหลักที่เราเห็นอยู่ตามโรงใหญ่แต่ขณะที่การมองเห็นเพิ่มขึ้น พื้นที่กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

“เราอยู่ในยุคที่เรามี Grab และ Uber แล้ว แต่เราไม่รู้จะไปไหน เพราะมันเหมือนพื้นที่พวกนั้นมันไม่สามารถอยู่รอดได้”

หนังอินดี้ที่เธอเคยทำแทบทุกเรื่องมักมีระยะเวลาฉายในโรงไม่เกินหนึ่งเดือน และหลายเรื่องไม่ได้ถูกฉายทั่วประเทศ นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘พื้นที่’ ที่หนังจะสามารถไปพบกับคนดูได้ด้วย

ในระบบที่ต้องคิดถึงกำไรสูงสุด หนังทุกเรื่องจึงถูกวัดด้วยมาตรวัดเดียวกัน ทั้งที่หนังบางประเภทอาจต้องการการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อให้มันสามารถเดินทางไปหาผู้ชมได้ไกลขึ้น

“เราก็อยากให้หนังอินดี้มียอดขายหรือยอดผู้ชมที่เยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันถูกคิดว่ามันจะทำกำไรสูงสุดยังไงเป็นหลักเหมือนหนังกระแสหลักไม่ได้”

สำหรับเอิงเอย งานศิลปะจึงไม่ควรถูกมองผ่านผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่าของมันอาจอยู่ที่การสร้างบทสนทนา การทดลอง หรือการเปิดพื้นที่ให้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าได้มีโอกาสถูกเล่า และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยพื้นที่

ถ้าคนทำหนังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วทำไมคนดูหนังถึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

คำถามเรื่องพื้นที่พาหนังไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ ทำไมการดูหนังและการเข้าถึงศิลปะจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ?

สำหรับเอิงเอย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเชื่อมโยงไปถึงระบบขนส่ง การกระจายความเจริญ และโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด เพราะต่อให้คนต่างจังหวัดรับรู้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากดู แต่ถ้าหนังเรื่องนั้นฉายอยู่แค่ในกรุงเทพฯ พวกเขาจะต้องเดินทางมาอย่างไร ต้องบินมาไหม ต้องนั่งรถทัวร์มาไหม หรือต้องหาที่พักเพื่อดูหนังหนึ่งเรื่องหรือเปล่า

“มันเหมือนจะง่ายขึ้น แต่ก็ยากเท่าเดิม”

เทคโนโลยีทำให้การรับรู้เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่การเดินทางไปถึงสถานที่จริงยังคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอิงเอยจึงมองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องมองให้ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมหนัง เพราะมันเกี่ยวข้องกับการกระจายโอกาสและความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะด้วย

ในโลกที่อินเทอร์เน็ตไทยเร็วและผู้คนสามารถเห็นสิ่งต่างๆ จากทั่วโลกได้ในไม่กี่วินาที คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามองเห็นงานศิลปะมากขึ้นหรือยัง’ แต่คือ ‘เราสามารถเดินทางไปหามันได้หรือยัง’



พื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ศิลปะมีโอกาสหายใจ

เราถามถึงประเด็นไมโครซีนิม่าที่มีอยู่ในไทยตอนนี้ เอิงเอยมองว่า พื้นที่ฉายหนังขนาดเล็กมีความสำคัญตรงความเรียบง่ายของมัน ยิ่งพื้นที่เล็กลง โอกาสที่หนังฟอร์มเล็กซึ่งไม่มีทุนมหาศาลจะได้เข้ามาอยู่ในโปรแกรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เธอเปรียบพื้นที่เหล่านี้เหมือนร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ตรงหน้า หากมันอยู่ตรงนั้น คนก็มีโอกาสเดินเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องวางแผนมากมาย ดังนั้นพื้นที่เล็กๆ จึงไม่ใช่เพียงโรงหนังขนาดย่อส่วน แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ มีโอกาสได้พบกับคนดู

“มันคือความง่ายของการที่สิ่งนี้มันจะได้ถูกฉาย
และคนดูจะได้เข้าถึงโดยที่ไม่ได้ต้องอาศัยทรัพยากรเยอะ”

แต่การจะทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่รอดกลับไม่ง่าย เพราะนอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง และดำเนินพื้นที่ฉายหนังหรือโรงละครขนาดเล็ก สำหรับเอิงเอย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ควรถูกพูดถึง เพราะถ้าสังคมต้องการให้งานศิลปะมีความเป็นไปได้อื่นๆ มากขึ้น เราก็ต้องมีสถานที่ให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงด้วย

อยากฝากอะไรถึงคนทำงานในวงการนี้

Human Resources
Photograph: Human Resources20262026
“ทุกคนอย่าไปยอม เราอย่าไปท้อกับชั่วโมงทำงาน”

น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเบื้องหลังตัวเลขของชั่วโมงทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องประสิทธิภาพของกองถ่าย แต่มีชีวิตของคนที่ทำงานอยู่ในนั้น

“เราไม่อยากเห็นพี่ๆ น้าๆ ในกองที่เรายิ้มให้กัน แล้วอยู่ดีๆ วันต่อไปแล้วเขาไม่อยู่แล้ว”

สำหรับเอิงเอย สิ่งที่ควรเรียกร้องจึงอาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อนนัก แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมีตั้งแต่ต้น การได้ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ไม่ทำให้ชีวิตต้องแลกด้วยสุขภาพ

“มันคือ work hours ที่ healthy กับชีวิตขึ้น”

และบางที การทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างหนังที่ใหญ่ขึ้น แต่เริ่มจากการทำให้คนที่อยู่หลังกล้องและหน้ากล้องยังมีแรงกลับมาเจอกันในวันพรุ่งนี้ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา